|
พระแม่เจ้าทรงประจักษ์ที่ ฟาติมา
ตั้งแต่การประจักษ์ที่เปลเลอวัวแซงในปี
1876 แล้ว ก็ไม่มีการประจักษ์อีก พระนางพรหมจารีมารีอาทรงนิ่งเฉย ดูเหมือนว่าทรงทอดทิ้งชาวเราไปตามยถากรรม
เหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ ผ่านไปฯ ภายใต้การนำของกลุ่มสังคมนิยมนานาชาติในต้นศตวรรษที่
19 นี้ กรรมกรจำนวนมหาศาล มีความเชื่อมั่นในพลังของตน ต่อหน้าโลกซึ่งแปรสภาพเป็นโลกแห่งวัตถุนิยมยิ่งทวียิ่งมากขึ้น
การอบรมแบบคริสตชนถูกคว่ำลงอย่างสิ้นเชิง
; คุณลักษณะดีเลิศเช่น ความสุภาพถ่อมตน, ความยากจน, ความบริสุทธิ์และความศรัทธา
ที่ได้ปลูกฝังลงในดวงใจของคริสตชนมาตลอด 20 ศตวรรษ บัดนี้มิได้เหลืออยู่เพื่อรับใช้พระศาสนจักรอีกต่อไป
พระศาสนจักรที่พระเยซูเจ้าทรงสถาปนาขึ้นไว้เพื่อความรอดของโลก แต่กลับนำเอาไปใช้เพื่อการ
"ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม" บนพื้นฐานแห่งความยุติธรรม" บนพื้นฐานแห่งความรุนแรงและการปฏิเสธเสรีภาพของมนุษย์
มโนธรรมที่ผิดดังกล่าวของมวลชนที่ละทิ้งพระเป็นเจ้านี้
จะบดขยี้และทำลายมโนธรรมอื่นๆ โดยสิ้นเชิง : ทั้งมโนธรรมของมนุษย์,
ของพ่อ, ของแม่, ของลูกและของประชาชนทั้งมวล ปัจจุบันนี้เราได้เห็นผลซึ่งลัทธิคอมมิวนิสต์แสดงออกมาในโลกได้แล้ว
นั่นคือสงครามในรูปแบบต่างๆ, การปฏิวัติ, การลดจำนวนประชากร, ค่ายกักกันเพื่อ
"ล้างสมอง" , คลีนิกโรคจิต ซึ่งมีคนไข้เป็นล้านๆ
ปี 1917 ปีพลิกประวัติศาสตร์
พระนางพรหมจารีเสด็จมาที่ฟาติมา,
พระนางมาประกาศการยุติสงคราม, และตรัสถึงการปฏิวัติของรุสเซียและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ
ในโลกด้วย เป็นพระนางที่จะมีชัยในการต่อสู้, จะชนะความชั่วช้าและกอบกู้มนุษยชาติ
เพื่อจะเข้าใจถึงเรื่องฟาติมาที่พูดถึงฉากความเศร้าสลดและการต่อสู้นั้น
ก็ควรจะรู้เรื่องราวของคุณพ่อโกลเบ สักหน่อย (ปัจจุบันคุณพ่อได้รับการบันทึกนามในสารบัญนักบุญแล้ว)
ในปี 1917 นั่นเอง
คุณพ่อ มาศึกษาเทวศาสตร์ที่โรม ท่านไปๆ มาๆ อยู่แถวลานพระมหาวิหาร
นักบุญเปโตร ใต้พระแกลที่ปิดสนิทของพระราชวังวาติกัน คุณพ่อแลเห็นธงสีดำมีรูปอัตรเทวดามีคาแอลอยู่ใต้เท้าของลูซีแฟร์
มีคำเขียนว่า "ซาตันจะครองวาติกัน, สันตะปาปาจะเป็นทาสของมัน" พวกอเทวนิยม
ชักธงนี้ในโอกาสฉลองรำลึกถึงศตวรรษที่ 2 แห่งยุคปฏิวัติสังคมนิยม
ในสถานกรณ์เช่นนี้แหละที่พระนางพรหมจารีทรงดลใจคุณพ่อโกลเบให้เกิดความคิดที่จะตั้ง
"คณะอาสาสมัครของแม่พระนิรมล" ขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม 1917 จุดประสงค์
เพื่อการกลับใจของศัตรูแห่งพระศาสนจักร
ไม่นานก่อนที่คุณพ่อจะถึงแก่มรณภาพ
คุณพ่อได้เผยเคล็ดลับถึงเรื่องนี้ว่า : สำหรับผู้ที่ประกาศว่า "ไม่ยอมรับใช้
(พระ)" คุณพ่อต่อสู้โดยอาศัยพระนางผู้ทรง "ยอม" รับผู้ทรงประทานชีวิตมาสู่ครรภ์และพระนางได้กลายเป็น
"มารดาแห่งอวัยวะของพระคริสต์ คือ พระกายทิพย์ของพระคริสต์ หรือ พระศาสนจักรนั่นเอง
ในพระนางผู้ปฏิสนธินิรมลนั้น เป็นศูนย์รวมของโลกและสวรรค์
ความรักของพระผู้สร้าง และความรักทั้งมวลของสิ่งสร้าง เพิ่มพูนอยู่เสมอมิหยุดหย่อน
เดชะพระหรรษทานของพระจิตเจ้า พระมารดาแห่งพระวจนาถ-ศีรษะแห่งพระกายทิพย์
ทรงมีชีวิตอยู่เพื่อประทานชีวิตเท่านั้น "พระบุตรของพระนางผู้สิ้นพระชนม์และชนะความตาย
ในพระองค์นั้น เราได้รับการกลับคืนชีพตั้งแต่บัดนี้
"
ถ้าลัทธิคอมมิวนิสต์ที่แทรกซึมอยู่ทั่วไป
เป็นลัทธิที่เลวร้าย ตามที่สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ทรงประกาศในพระสมณสารนั้นไม่ใช่เพราะบุคคลผู้เข้าร่วมในลัทธินี้
แต่เป็นเพราะจิตตารมณ์ ที่ชักนำพวกเขา จิตตารมณ์นี้แหละที่เป็นจิตแห่งการทำลายล้างของซาตัน
จึงต้องเอาชนะด้วยการกลับใจ คือการกลับมาหาพระเป็นเจ้าเสียใหม่โดยอาศัยความช่วยเหลือของพระแม่มารีย์
พระนางทรงชัยชนะทุกสนามรบของพระเจ้าดังที่เราถวายนามแต่พระนางว่า "พระแม่แห่งชัยชนะ"
อีกครั้งหนึ่งที่พระนางทรงเตือนให้รู้ถึงการเผชิญหน้ากับศัตรูของพระนาง
และตระเตรียมความมีชัยแห่งพระศาสนจักร
และการประจักษ์ที่ฟาติมา ก็ได้อุบัติขึ้น
ระหว่างวันที่
13 พฤษภาคม ถึง 13 ตุลาคม 1917
พฤติการณ์ บัดนี้ เชิญผู้อ่านไปยังฟาติมาประเทศโปรตุเกส
โปรตุเกสเป็นประเทศเล็กๆ และยากจน ในปี 1917 โปรตุเกสถูกครอบงำโดยพวกสมาคมลับนอกกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสภาพระส่ำระสาย
ฟาติมา เป็นหมู่บ้านชาวชนบทเล็กๆ ที่ยากจน เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน
แต่พวกเขาก็เป็นคริสตชนที่มีความเชื่อลึกซึ้ง มีความศรัทธาตามแบบประเพณีที่ปฏิบัติกันสืบมาช้านาน
แต่บัดนี้ ฟาติมากลายเป็น "ลูร์ด"
แห่งโปรตุเกส เป็นปูชนียสถานแม่พระที่มหาชนทั่วโลกพากันจาริกบุญมาเยือน
ในวโรกาสสมโภชครบรอบ 50 ปี แห่งการประจักษ์ สมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่
6 ได้เสด็จไปทรงเป็นองค์ประธานด้วยเมื่อ 13 พฤษภาคม 1967
แม่พระทรงประจักษ์ที่ฟาติมา 6 ครั้ง
ทุกวันที่ 13 ของเดือน ตั้งแต่ 13 พ.ค. ถึง 16 ต.ค. 1917 ยกเว้นเฉพาะเดือนสิ่งหาคม
เด็กทั้งสามได้รับการขีดขวาง คือถูกนายอำเภอที่ไม่เอาพระเอาเจ้า จับพวกเขาไปขังคุก
และขู่ว่าจะเอาไปทอดในกะทะน้ำมันเดือน แต่เมื่อถูกปล่อยตัว แม่พระก็ประจักษ์มาวันที่
19 สิงหาคม ที่วาลิญอส.
ตำบลที่ประจักษ์ชื่อ "ลาโควา ดา
อิรีอา" อยู่ห่างจากฟาติมา 3 กม. ตำบลนี้อุดมด้วยหญ้าและต้นไม้เขียวชอุ่ม
เด็กทั้งสามที่เห็นการประจักษ์คือ ด.ญ. ยาชินทา มาร์โต อายุ 7 ขวบ
พี่ชายชื่อ ฟรังซิสโก มาร์โต อายุ 9 ขวบ และ ด.ญ. ลูซีอา โดส ซังโตส
ลูกพี่ลุกน้อง อายุ 10 ขวบ ลูซีอารับศีลมหาสนิทครั้งแรกแล้วทั้งสามไม่รู้หนังสือ
แต่ทั้งสามรู้จักบทภาวนาและหัวข้อคำสอนที่สำคัญจากการบอกสอนภายในครอบครัว
ทั้งสามนำแกะไปเลี้ยงที่ถ้ำ "กาเลโซ" บ้าง, ที่แอ่ง "ลาโควา ดา อิรีอา"
บ้าง ที่จริงก่อนหน้ารับการประจักษ์จากพระแม่เจ้า เด็กทั้งสามได้รับการประจักษ์จากเทวดาอารักขาประเทศโปรตุเกสมา
3 ครั้งแล้ว ในปี 1916 เทวดาสอนเด็กให้สวดบทภาวนาหลายบท และให้ทำพลีกรรม
ครั้งแรกเทวดาประจักษ์มาในฤดูใบไม้ผลิ 1916 กล่าวว่า
"อย่ากลัวเลยฉันเป็นเทวดาแห่งสันติ จงสวดพร้อมกับฉัน (แล้วเทวดาสอนบทสวด)
: "ข้าแต่พระเจ้าหนูเชื่อ, หนูขอนมัสการ, หนูไว้วางใจและรักพระองค์.
หนูขอโทษพระองค์สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ. ที่ไม่นมัสการ, ไม่ไว้วางใจ และไม่รักพระองค์"
"สวดอย่างนี้นะ แล้วดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าและแม่พระจะโอนอ่อนลงตามคำสวดของหนู"
ครั้งที่ 2 ในฤดูร้อนปี 1916 "หนูจงสวดมากๆ ดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าและแม่พระมีโครงการพระมหากรุณาสำหรับหนู
จงถวายคำภาวนาและพลีกรรมแต่พระองค์เสมอไป"
"หนูสามารถถวายพลีกรรมได้จากสิ่งต่างๆ มากมาย จงถวายแด่พระเพื่อเป็นการชดเชยการใช้โทษบาปมากมายที่มนุษย์ทำผลิต่อพระองค์และเพื่อวอนขอให้คนบาปได้กลับใจ
ทั้งนี้จะนำมาซึ่งสันติสำหรับประเทศของหนูเอง ฉันเป็นเทวดาผู้อารักขาประเทศโปรตุเกส
เป็นต้นหนูจงยอมรับความทุกข์ยากที่พระเป็นเจ้าทรงใช้มาเยี่ยมหนู"
ครั้งที่ 3 ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1916 เทวดานำศีลมหาสนิทมาให้เด็กทั้งสามรับ.
ก่อนจะรับได้สอนให้สวดบทต่อไปนี้ 3 จบ : "ข้าแต่พระตรีเอกภาพ พระบิดา,
พระบุตรและพระจิต หนูขอนมัสการพระองค์อย่างสุดซึ้ง และขอถวายพระกาย,
พระโลหิต, พระวิญญาณ และพระเทวภาพของพระเยซูคริสต์เจ้าผู้สถิตอยู่ในตู้ศีลทั่วสกลโลก
เพื่อชดเชยการสบประมาท, การทุราจารและความเฉยเมยของผู้ทำผิดแสลงพระทัยพระองค์
เดชะพระบารมีหาขอบเขตมิได้แห่งดวงพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง และดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์
ขอให้คนบาปได้กลับใจด้วยเถิด" ที่น่าประหลาดคือ เด็กทั้งสามมิได้เล่าเรียน
แต่สามารถเข้าใจบทภาวนาที่เทวดาสอน และจดจำนำมาสวดอีกบ่อยๆ เท่าที่จำได้
13 พฤษภาคม 1917 แม่พระทรงประจักษ์ครั้งแรก เมื่อเด็กทั้งสามได้รับการเตรียมจากเทวดาแล้ว
แม่พระก็ได้ประจักษ์มาวันที่ 13 พฤษภาคม 1917 เด็กทั้งสามพาแกะไปเลี้ยงที่แอ่งอิรีอาตามปรกติ
ไม่นึกฝันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ประมาณเวลาเที่ยง ทั้งสามกินอาหารที่เตรียมเอาไป
แล้วสวดลุกประคำพร้อมกัน หลังจากนั้นก็เล่น โดยเอาก้อนหินและกิ่งไม้เล็กๆ
มาสร้างบ้านเล่นกัน ฉันพลันนั้น มีแสดงสว่างจ้าเกิดขึ้น ทั้งสามตกใจคิดว่าพายุจะมา
จึงรีบต้อนแกะเพื่อจะกลับบ้าน แสงจ้ากว่าเดิมวาบขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้วปรากฏแสงจ้าบนต้นโอ๊กเขียวชะอุ่ม
และตรงกลางดวงสว่างจ้านั้น เด็กๆ เห็นสตรีงามวิไล รังสีเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์
ทั้งสามตกใจกลัว จะวิ่งหนี แต่สตรีงามผู้นั้นตรึงเขาไว้ด้วยรอยยิ้มน่ารัก
"อย่ากลัว ฉันไม่ทำร้ายหรอก" ขอผ่านรายละเอียดในการประจักษ์และมาฟังลูซีอาที่พูดกับสตรีงาม
ในนามเด็กทั้ง 3 :
"ท่านมาจากไหนจ๊ะ"
"ฉันมาจากสวรรค์"
"ท่านมาทำไมจ๊ะ?"
"ฉันมาขอให้หนูมาที่นี่ 6 ครั้งติดต่อกัน
เวลาเดียวกัน ในวันที่ 13 ของทุกเดือน และในเดือนตุลาคม ฉันจะบอกว่าฉันเป็นใคร
และต้องการอะไรจากหนู"
"ท่านมาจากสวรรค์
หนูล่ะไปสวรรค์ได้ไหม?"
"ได้ซิ หนูจะได้ไป!"
"ยาชินทาล่ะคะ?"
"ก็จะได้ไป"
ฟรังซิสโกล่ะ?"
"ก็จะได้ด้วย แต่เขาต้องสวดลูกประคำมากๆ
เสียก่อน"
หลังจากสนทนาดังกล่าวนี้แล้วแม่พระก็เริ่มเรื่องที่สำคัญ
: "หนูเต็มใจถวายพลีกรรม และความยากลำบากต่างๆ แด่พระเป็นเจ้าเพื่อใช้โทษบาปมากมายที่ผิดแสลงพระทัยพระองค์ไหม?
หนูเต็มใจรับทนทุกข์ลำบากเพื่อคนบาปได้กลับใจ, เพื่อชดเชยคำสบประมาทที่ล่วงเกินดวงหทัยนิรมลของแม่พระไหม?"
"หนูทั้งสามเต็มใจค่ะ" "เธอจะต้องประสบความยุ่งยากลำบากมากในไม่ช้านี้
แต่พระหรรษทานของพระเป็นเจ้า จะช่วยเหลือจุนเจือเสมอ" และสตรีงามค่อยๆ
ลอยขึ้นไปทางทิศตะวันออก
และอันตรธานหายไปในแสงอาทิตย์
13 มิถุนายน 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 2 ในการประจักษ์ครั้งที่
2 นี้เราจะดูเพียง 3 เรื่อง :
1. หลังจากแม่พระขอให้เด็กทั้งสามสวดลูกประคำบ่อยๆ
แล้ว ยังขอให้แทรกบทต่อไปนี้ทุก 10 เม็ดด้วย : "พระเยซูเจ้าข้า โปรดยกบาปโทษของเรา
โปรดช่วยเราให้พ้นไฟนรกและโปรดช่วยวิญญาณไฟชำระโดยเฉพาะวิญญาณที่ถูกทอดทิ้ง"
2. แล้วแม่พระมอบความลับให้เด็กแต่ละคนเฉพาะตัว
ห้ามบอกคนอื่น สิ่งนี้ทำให้เด็กทั้งสามรู้สึกลำบากใจ (ที่จะรักษาความลับไว้)
3. ภายหลังเมื่อเป็นซิสเตอร์แล้ว
ลูซีอารับคำสั่งให้เขียนความลับนั้นเก็บไว้ ลูซีอาทูลถามพระเยซูเจ้าในตู้ศีล
ก็ได้รับคำตอบชัดเจนจากพระองค์ให้เผยความลับได้ส่วนหนึ่ง ที่เหลือให้คงรักษาไว้สืบไป
ต่อไปนี้เป็นบันทึกที่ลูซีอาเขียนเมื่อ
17 ธันวาคม 1927 ลูซีอาขอแม่พระอีกครั้งให้พาทั้ง 3 คนไปสวรรค์ แม่พระตอบว่า
"ฉันจะรับยาชินทาและฟรังซิสโกไปในไม่ช้านี้แหละ ส่วนหนูนั้น ต้องอยู่อีกนาน
พระเยซูเจ้าต้องการให้หนูนำคนอื่นมารู้จักและรักฉัน พระองค์ประสงค์จะให้โลกศรัทธาภักดีต่อดวงหทัยนิรมลของฉัน"
"ยังงี้ หนูมิต้องอยู่คนเดียวหรือคะ.."
"ไม่หรอกหนู ฉันจะไม่ทิ้งหนูเลย
ดวงหทัยนิรมลของฉันจะเป็นที่หลบภัยของหนู และเป็นหนทางนำหนูไปหาพระเป็นเจ้า"
13 กรกฎาคม 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 3 มี 3 สิ่งที่จะดูในการประจักษ์ครั้งที่
3 คือ
1. แม่พระขอร้องอีกให้สวดลูกประคำทุกวันและเสริมว่า
"จงสวดด้วยความตั้งใจ ขอให้สงคราม (โลกครั้งที่ 1) สงบ มีแต่การวอนขอพระนางเท่านั้น
มนุษย์จะได้รับพระคุณนี้"
2. พระนางบอกอีกว่า "ให้มาทุกเดือน
แล้วถึงเดือนตุลาคม ฉันจะบอกว่าฉันเป็นใคร และต้องการอะไร แล้วฉันจะทำอัศจรรย์ใหญ่ให้ทุกคน
จะได้เชื่อพวกหนู"
3. ที่สุด "จงทำพลีกรรมเพื่อคนบาปและสวดบ่อยๆ
ว่า : ข้าแต่พระเยซู, พลีกรรมนี้เพื่อแสดงความรักต่อพระองค์, เพื่อคนบาปจะไดกลับใจ
และเพื่อชดเชย การทำขัดเคืองดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีอา"
19 สิงหาคม 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 4 ในการ ประจักษ์ครั้งที่
4 มีสิ่งสำคัญอย่างเดียวคือ "จงสวดภาวนา. สวดมากๆ และทำพลีกรรมเพื่อคนบาป
วิญญาณมากมายต้องไปนรก
เพราะไม่มีผู้ทำพลีกรรมและสวดให้เขา"
13 กันยายน 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 5 การประจักษ์ครั้งที่
5 นี้ เราจะเล่าเพียงตอนเดียว ลูซีอาขอพระนางพรหมจารีช่วยบำบัดคนเจ็บป่วยที่หลายคนได้วอนขอ
พระนางพรหมจารีตอบว่า "ฉันจะบำบัดให้หายเป็นบางคน มิใช่ทุกคน เพราะพระเป็นเจ้าไม่ทรงพอพระทัย!"
(เนื่องจากอะไรให้ผู้อ่านคิดเอาเอง)
13 ตุลาคม 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 6 เนื่องจากข่าวที่ว่าวันนี้จะมีมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่
จึงมีมหาชนสุดคณนาไหลมาเทมา.. ทั้งคนที่เชื่อและคนที่มาเพราะความมักรู้มักเห็น,
ทั้งคนที่คัดค้าน ตลอดจนนักหนังสือพิมพ์, ผู้สังเกตการณ์ (แพทย์, นักวิชาการ
ฯลฯ) เท่าที่ทางการคาดคะเนมีถึง 70,000 คน
แม่พระตรัสอะไร? "ฉันคือพระมารดาแห่งสายประคำ
ฉันมาเตือนสัตบุรุษให้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต, อย่าทำบาปให้เป็นที่ขัดเคืองพระทัยพระเยซูเจ้าบาปนั้นมากมายเกินไปแล้ว,
จงสวดลูกประคำ และใช้โทษบาปของตนเถิด" พระนางเสริมว่า "ฉันอยากให้สร้างวัดหลังหนึ่ง
ที่ตรงนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ฉัน" และอีกตอนหนึ่งว่า "สงครามจะยุติลงในไม่ช้า
ถ้ามนุษย์แก้ไขความประพฤติของตน" แล้วพระนางค่อยๆ ถอยห่างหายลับไป
ในแสดงอาทิตย์ พลางชี้หัตถ์ไปทางนั้น และให้เกิดมหัศจรรย์ใหญ่ ซึ่งฝูงชนทั้งหมดเห็นเป็นพยาน
: ฉับพลันนั้น ลูซีอาร้องว่า "ดูดวงอาทิตย์ซิ!" ฝูงชนสังเกตเห็นเหตุการณ์น่าตกใจสะเทือนขวัญเพียงครั้งเดียวในชีวิต!
ฝนหยุดตก เมฆครื้มแต่เช้าจางหายไป ดวงอาทิตย์ปรากฏตรงศีรษะเหมือนรูปจานเงิน
มองด้วยตาเปล่าไม่เคืองตา แล้วฉับพลันนั้นดวงอาทิตย์ก็เริ่มหมุนรอบตนเองประดุจล้อไป
แสงพวยพลุ่งไปรอบทิศ เปลี่ยนเป็นสีต่างๆ ท้องฟ้า, ต้นไม้, แผ่นดิน,
หิน และฝูงชนเหมือนถูกย้อมด้วยสีเขียว, เหลือง, แดง, ม่วง
ดวงอาทิตย์หยุดชั่วครู่แล้วหมุนแผ่รังสีจ้า
กว่าเก่าอีก.. แล้วเริ่มใหม่อีกเป็นครั้งที่ 3!
บัดดลนั้นฝูงชนเห็นดวงอาทิตย์หลุดลอยจากท้องฟ้า
หมุนเคว้งคว้างอยู่เหนือพวกเขา ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนร้องว่า "มหัศจรรย์!
มหัศจรรย์ !" บ้างร้องว่า "วันทามารีอา" ; ส่วนใหญ่วิงวอนว่า "พระเจ้าข้า
กรุณาลูกด้วยเถิด! ทุกคนคุกเข่าลง!
ทุกคนคุกเข่าลง!
สวดบทแสดงความทุกข์ดังลั่น!
มละขับร้องบทข้าพเจ้าเชื่อ เสียงสั่นเทา! ชายชราคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า
"พรหมจารีศักดิ์สิทธิ์, พรหมจารีผู้มีบุญ พรหมจารีแห่งสายประคำ โปรดช่วยประเทศโปรตุเกสด้วยเทอญ!
ฯลฯ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 10 นาที ท่ามกลางฝูงชน
70,000 คนเป็นประจักษ์พยานยืนยัน: มีทั้งผู้ที่เชื่อและไม่เชื่อ, ทั้งชาวชนบทไร้การศึกษา
และชาวเมืองที่มีการศึกษา, ทั้งนักวิทยาศาสตร์, แพทย์และนักหนังสือพิมพ์
ปรากฏการณ์นี้
แม้ผู้ที่อยู่ห่างไกลถึง 30-40 กม. ก็ยังสังเกตเห็น และเมื่อฝูงชนหายตื่นตระหนกตกใจแล้ว
ทุกคนยังต่องประหลาดใจอีกครั้ง เพระเสื้อผ้าที่เปียกปอนด้วยน้ำฝน และรอยเปื้อนน้ำโคลนกระเซ็นเมื่อสักครู่กลับแห้งสนิทและสดอาดหมดจดทีเดียว
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่ได้ยินเสียงฝูงชนตะโกนเป็นพันๆ ครั้งว่า
"เราได้เห็นเครื่องหมายของพระเป็นเจ้าแล้ว" มีแต่ผู้มีความเชื่อวิปริตเท่านั้นกล้าปฏิเสธเหตุการณ์นี้!
ท่าทีของพระศาสนจักร
บัดนี้เราจะสรุปท่าทีของพระศาสนจักรต่อพฤติการณ์ทั้งมวลที่ฟาติมา
ตลอดเวลาหลายปีบุคคลฝ่ายพระศาสนจักร
(ในโปรตุเกส) ขณะนั้นคัดค้านอย่างหนักหน่วง..มีพระสงฆ์ไม่กี่องค์กล้าศึกษาปัญหาเรื่องนี้
และลงมือป้องกัน จวบจนวันที่ 3 พ.ค. 1922 พระสังฆราชองค์ใหม่แห่งเลอีเรีย
(ฟาติมาอยู่ในสังฆมณฑลนี้) คือพระคุณเจ้า ดาซิลวา ได้สั่งให้สอบสวนเรื่องนี้ตามประมวลกฎหมายพระศาสนจักร
และในวันที่
13 ตุลาคม 1930 จึงได้ประกาศเป็นทางการโดยยืนยันทางจดหมายเวียนถึงประชาสัตบุรษว่า
การประจักษ์แก่เด็กทั้งสามนั้นเป็นเรื่อง "เชื่อถือได้" และตั้งแต่นั้นมาก็อนุญาตให้ประกอบคารวกิจถวายแด่พระแม่เจ้าแห่งฟาติมาได้โดยเปิดเผย
วันที่ 13 พฤษภาคม ปีต่อมาคือ 1931 สมเด็จพระคาร์ดินัลแห่งลิสบอนทรงเป็นประธานเชิญชวนประชาสัตบุรุษ,
พระสงฆ์, พระสังฆราชทั่วประเทศโปรตุเกสให้พร้อมใจกันมาสมโภชเป็นการสมนาคุณพระแม่เจ้าแห่งฟาติมา
ต่อมาปี 1936 เกิดสงครามกลางเมืองในสเปน
เนื่องจากพวกคอมมิวนิสต์สเปนต้องนองเลือก
วัดวาอารามถูกทำลาย ชีสงฆ์ถูกฆ่าทารุณ
คณะพระสังฆราชและประชาสัตบุรษโปรตุเกส
ได้สวดวิงวอนพระแม่แห่งฟาติมา และปฏิญาณว่า "ถ้าประเทศโปรตุเกสพ้นจากมหันตภัยนี้
ก็จะถวายประเทศชาติแด่ดวงหทัยนิรมลของพระแม่อีกครั้งหนึ่ง" ผลก็คือ ระหว่างที่สเปนกำลังตกอยู่ในภาวะโกลาหลอลหม่าน
ส่วนโปรตุเกส
ซึ่งอยู่ใกล้ชิด คงอยู่เป็นสุขสัวสดี ในความคุ้มครองของพระแม่เจ้าแห่งฟาติมา
ฉะนั้นวันที่ 13 พ.ค. 1937 ทั้งคณะสงฆ์และสัตบุรษกว่า
500,000 คน ได้ไปชุมนุมฉลอง ณ แอ่งอิรีอา เพื่อรื้อฟื้นการปฏิบัติตามสารที่แม่พระแจ้งให้ทราบ
คือ ปรับชีวิตของตนเสียใหม่ ด้วยการใช้โทษบาปและสวดภาวนาด้วยใจร้อนรน
เพื่อพระแม่เจ้าจะได้ทรงคุ้มครอง มิใช่เฉพาะแต่ครอบครัวของตนทั้งประเทศโปรตุเกสด้วย
ความลับแห่งฟาติมา สารแห่งฟาติมา ที่เป็นความลับ มี
3 ข้อ 2 ข้อแรกเปิดเผยแล้ว คือ 1. การเห็นนรก แดนทรมาน น่าสะพรึงกลัว
ซึ่งวิญญาณจำนวนมากเป็นต้นเนื่องจากบาปผิดต่อความบริสุทธิ์ต้องทนทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร
2. ลัทธิคอมมิวนิสต์จะระบาดไปทั่วโลก
จะมีการเบียดเบียนพระศาสนจักร
ข้อ 3. บังเป็นความลับอยู่ โดยลูซีอาเขียนใส่ซองผนึกไว้ และจะยังไม่เปิดเผย
"จนกว่าจะถึงปี 1960" ต่อจากนั้นสุดแต่สมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงเห็นควร..เราทราบว่าพระสันตะปาปายอห์นที่
23 ได้ทรงเปิดอ่านและผนึกซองไว้ต่อไป เฉพาะความลับข้อ 2 ซึ่งเกี่ยวกับรุสเซียและสงครามโลก
แม่พระบอกว่า "สงคามโลก (ครั้งที่ 1) จะสิ้นสุดลง (ค.ศ. 1914-1918)
แต่ถ้ามนุษย์ไม่เลิกทำเคืองพระทัยพระเป็นเจ้า
ก็จะเริ่มควันสงครามคุกรุ่นขึ้นอีก ในสมณสมัยพระสันตะปาปาองค์ถัดไป
(คือสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคุกรุ่นแต่ปี 1938
ในสมณสมัยพระสันตะปาปาปีโอที่
11 และระเบิดเมื่อปี 1939-1945)
คืนใดที่เห็นแสงสว่างประหลาดเกิดขึ้น
ก็ให้รู้ไว้เถิดว่า นั้นแหละอาณัติสัญญาณที่พระเป็นเจ้ากำหนดลงโทษโลกใกล้เข้ามาแล้ว
เนื่องจากบาปกรรมต่างๆ
จะมีสงคราม, ทุพภิกขภัย, การเบียดเบียนพระศาสนา
และต่อองค์สมเด็จพระสันตะปาปา..(ลูซีอาเขียนละไว้ และแสดงสัญญาณนี้ปรากฏจริงในคืนวันที่
25-26 ม.ค. 1938 เห็นได้ทั่วยุโรป
)
เมื่อป้องกันเหตุร้ายนั้น ฉัน (แม่พระ)
มาขอให้ถวายประเทศรุสเซียแก่ดวงหทัยนิรมลของฉันและให้รับศีลมหาสนิทเป็นการชดเชยในวันเสาร์ต้นเดือน
ถ้าเชื่อฟังคำขอร้องของฉันรุสเซียจะกลับใจและจะมีสันติภาพ
มิฉะนั้นลัทธิอุบาทว์นั้นจะนำความลุ่มหลงไปในโลก,
จะเกิดสงครามและการเบียดเบียนพระศาสนจักร, คนดีจำนวนมากจะเป็นมรณสักขี,
พระสันตะปาปาจะต้องระทมทุกข์ทรมาน หลายชาติจะถูกทำลายไป
"
ข้าแต่พระแม่แห่งฟาติมาโปรดเสนอวิงวอนเพื่อลูกทั้งหลายด้วยเทอญ
|